รัฐบาลจะใช้นโยบายการคลังเมื่อเกิดหนี้สาธารณะ

            หนี้สาธารณะ คือ หนี้ที่รัฐบาลก่อขึ้น และต้องอาศัยเงินงบประมาณซึ่งได้มาจากภาษีอากรของประชาชนในการชำระหนี้คืน ประกอบไปด้วย

             หนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง (Government Debt) ซึ่งมีผลผูกพันต่อรัฐบาลในการชำระคืนจากงบประมาณแผ่นดินและเป็นภาระของประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีอากร

              หนี้รัฐวิสาหกิจ คือเงินกู้ที่รัฐบาลค้ำประกัน หรือเงินกู้ที่รัฐบาลไม่ค้ำประกัน ซึ่งรัฐวิสาหกิจได้มีบทบาทในการก่อหนี้เพื่อลงทุนในโครงการพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ

กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน คือเงินที่กู้เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการเงิน

 

         

         รัฐบาลจะใช้นโบยการเงินเมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจ

          เมื่อเกิดปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาลจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจโดยวิธีต่างๆ เช่น การแจกเช็คช่วยชาติ หรือ

การจัดงานต่างๆในระดับชาติ เช่น งานโอทอปช่วยชาติ เป็นต้น

        

         ระบบงบประมาณที่รัฐบาลใช้

       ระบบงบประมาณที่นำมาใช้ตั้งแต่เริ่มมีการจัดทำงบประมาณจนถึงปัจจุบันอาจจำแนกได้เป็น  

4   ประเภทใหญ่      คือ

·         งบประมาณแบบแสดงรายการ (Line - Item Budgeting)

·         งบประมาณแบบแสดงผลงาน ( Performance Budgeting )

·         งบประมาณแบบการวางแผน การวางโครงการ และการทำงบประมาณ ( Planning - Programming - Budgeting System : PPBS )

·         งบประมาณแบบมุ่งเน้นผลงาน ( Performance Based Budgerting : PBB )

ระบบงบประมาณที่มุ่งเน้นผลงานทำให้รัฐบาลมั่นใจได้ว่า

1.             ผลผลิตที่เกิดขึ้นมีความเชื่อมโยงกับผลลัพธ์และผลลัพท์สอดคล้องกับเป้าหมายและนโยบาย

2.             ผลผลิตที่ต้องการมีปริมาณ ราคาและคุณภาพเหมาะสมสอดคล้องกัน

3.             กลุ่มเป้าหมายที่เหมาะสม เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากผลผลิตนั้น ภายในเวลาที่ต้องการ

ระบบงบประมาณแบบใหม่ช่วยทำให้หน่วยปฏิบัติได้ประโยชน์   คือ

1.             ทราบผลลัพธ์ที่รัฐบาลต้องการ

2.             ระบุเป้าประสงค์ และวัดผลผลิตได้

3.             จัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายและเชื่อมโยงผลผลิตกับผลลัพธ์

4.             แสดงให้เห็นว่าผลผลิตที่เกิดขึ้นส่งผลให้เกิดผลลัพธ์อย่างไร

5.             สามารถตรวจวัดผลผลิตที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้องในเชิง

l          ปริมาณ

l          ต้นทุน

l          เวลา

l          คุณภาพ

 

   
    

         ความหมายของการคลัง
        การคลังเป็นการศึกษาถึงหลักการวิธีการ   จัดหารายรับ (government revenue) การใช้จ่ายของรัฐบาล (government expenditure) หนี้ของรัฐบาลหรือ        หนี้สาธารณะ (government debt or public debt) นโยบายการคลัง (fiscal policy) และการบริหารการคลัง (financial administration) ซึ่งกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่าง ๆ เหล่านี้เป็นกิจกรรมที่ส่งผลต่อการใช้ทรัพยากร ภาวะการบริโภคและการผลิตของประชาชนอย่
างรอบด้าน

st.mengrai.ac.th/users/doremon/19_AMORNRAT/1.htm

       นโยบายการคลัง   

นโยบายการคลัง (Fiscal policy) คือ นโยบายในการหารายได้และการใช้จ่ายของรัฐบาล รัฐบาลหารายได้โดยการเก็บภาษีประเภทต่างๆ ทั้งจากผู้ผลิต ผู้บริโภค และผู้มีรายได้ อาทิเช่น ภาษีเงินได้ ภาษีการค้า ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีศุลกากร เป็นต้น ส่วนการใช้จ่ายก็กระทำโดยจ่ายจากเงิน งบประมาณ โดยผ่านทางส่วนราชการกระทรวง ทบวง กรมต่างๆ

           การใช้นโยบายการคลังของรัฐบาล เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างเสถียรภาพและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนั้น ถ้าเราพิจารณาดูให้ดีจะเห็นว่าเกี่ยวข้องกับพวกเราทุกคน กล่าวคือในการหารายได้ของรัฐบาลนั้น รัฐบาลกระทำโดยการจัดเก็บภาษีจากประชาชนซึ่งก็คือพวกเราๆท่านๆทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในสาขาวิชาชีพไหน เป็นแรงงานลูกจ้างหรือนายจ้างก็ต้องเสียภาษีกันไปตามอัตภาพแต่ละประเภท ลูกจ้างแรงงานก็เสียภาษีเงินได้ ผู้ผลิตสินค้าและบริการก็เสียภาษี มูลค่าเพิ่ม ผู้สั่งสินค้าเข้าจากต่างประเทศมาขายก็เสียภาษีศุลกากร เป็นต้น

ส่วนทางด้านการใช้จ่ายของรัฐบาล พวกเราก็ได้รับผลกระทบตอบแทนกลับมาโดย ถ้วนหน้า ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือการใช้จ่ายของรัฐบาลในภาคของการผลิตหรือลงทุนสร้างสินค้าที่เป็นปัจจัยพื้นฐานต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและการดำรงชีพ ซึ่งได้แก่ ถนนหนทาง ไฟฟ้า ประปา เป็นต้น

www.ismed.or.th/SME2/src/.../118128972146690cf9b7c55.pdf

         นโยบายการเงิน (Monetary Policy)                               การที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงิน กระตุ้นเศรษฐกิจ มีด้วยกัน 3 ด้าน

ดังนี้ การลด เพิ่มปริมาณเงินในระบบ

              การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (หรือเรียกว่า ด/บ นโยบาย หรือ ด/บ มาตรฐาน)
      การปรับเปลี่ยนอัตราแลกเปลี่ยน เงินตราระหว่างประเทศ

การที่รัฐบาลใช้เครื่องมือทางการเงิน เพื่อบรรลุเป้าหมายทาง ศก. ที่เราต้องการดังนี้

             เพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต (EconomicGrowth)
  เพื่อให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพ (Eco Stability)

             เพื่อให้เศรษฐกิจมีความเสมอภาค (Eco Eavity) หรือ การกระจายรายได้อย่างยุติธรรม

- หน่วยงานที่ทำหน้าที่ทางการเงิน คือ Bank ชาติ หรือ ธนาคารกลาง หรือ ธปท.

www.nidampa9phitsanulok.net/.../630/.../monetaryfiscalpolicy.pdf

         หนี้สาธารณะ  

         หนี้สาธารณะ (Public Debt) คือ หนี้ที่เกิดขึ้นจากการกู้ยืมของรัฐบาล กล่าวคือ เมื่อฐานะการเงินของรัฐบาลเกิดการขาดดุล คือ รายจ่ายมากกว่ารายรับ และรัฐบาลไม่สามารถจะหารายได้จากภาษีที่เก็บจากประชาชนมาเพื่อใช้จ่ายได้พอ ก็จะทำการกู้ยืมจากแหล่งเงินกู้ 2 แหล่ง คือ กู้ยืมจากภายในประเทศ และ กู้ยืมจากต่างประเทศ

ความสำคัญ

             การขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล เกิดจากการที่มีรายจ่ายมากกว่ารายรับใน ปีงบประมาณนั้น เป็นเรื่องปรกติที่รัฐบาลจะยอมตั้งงบประมาณแบบขาดดุลบ้าง แต่ต้องไม่มากเกินไป เมื่อขาดดุลรัฐบาลก็จะนำเงินทุนสำรองออกมาใช้ แต่ถ้านำมาใช้มาก เกินไปก็จะมีผลเสียต่อเสถียรภาพทางการคลัง และมีผลต่ออัตราแลกเปลี่ยนและความเชื่อมั่นของต่างชาติต่อประเทศไทยได้ รัฐบาลมีทางแก้หลักๆ อยู่ 2 วิธี คือ การเพิ่มภาษี และการกู้ยืมเงิน การเพิ่มภาษีจะลดรายได้และกำลังซื้อของประชาชนและธุรกิจ และจะมีผลต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้ รัฐบาลจึงมักเลือกการก่อหนี้สาธารณะหรือการกู้ยืมเงิน

             อย่างไรก็ตามการมีหนี้สาธารณะมากเกินไปจะสร้างปัญหาในระยะยาวได้ เพราะหนี้ เหล่านี้เป็นภาระที่รัฐบาลต้องชำระคืนทุกปี ถ้ามีมากเกินไปจะทำให้แต่ละปีประเทศต้องผ่อนชำระหนี้สูงและเบียดบังเงินงบประมาณที่จะนำมาพัฒนาประเทศ และการมีหนี้สาธารณะสูงเกินไปจะมีผลต่อความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยได้  

          

www.ismed.or.th/SME2/src/.../

         การคลังท้องถิ่น

ความหมายของการคลังท้องถิ่น
                  การคลังท้องถิ่น  หมายถึง  การบริหารงานคลังของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  ซึ่งเป็นการพิจารณาถึงการจัดหารายได้  การกำหนดรายจ่าย  การจัดทำงบประมาณ  การจัดซื้อ  การจัดจ้าง  การบัญชี  การตรวจสอบบัญชีของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น  กระบวนการงบประมาณท้องถิ่นเป็นตัวกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของแหล่งที่มาของรายรั บ  กับรูปแบบในการใช้จ่ายของแต่ละหน่วยการปกครองท้องถิ่น  เพื่อก่อให้เกิดความสอดคล้องต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงานการปกครองท้องถิ่น
        
          งบประมาณรายรับของรัฐบาลไทย

            งบประมาณรายรับของรัฐบาลไทย  หมายถึง รายได้ต่างๆ  ที่รัฐบาลสามารถจัดหามาได้จากแหล่งที่สำคัญๆ  และมาจากการกู้ยืมเงินของรัฐบาล  เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ

รายรับของรัฐบาลประกอบด้วยส่วนสำคัญ   2  ส่วน  คือ  รายได้และเงินกู้   มีรายละเอียดดังนี้

1.  รายได้

งบประมาณรายรับของรัฐบาลไทย

             งบประมาณรายรับของรัฐบาลไทย  หมายถึง รายได้ต่างๆ  ที่รัฐบาลสามารถจัดหามาได้จากแหล่งที่สำคัญๆ  และมาจากการกู้ยืมเงินของรัฐบาล  เพื่อนำเงินไปใช้จ่ายในโครงการต่างๆ

รายรับของรัฐบาลประกอบด้วยส่วนสำคัญ   2  ส่วน  คือ  รายได้และเงินกู้   มีรายละเอียดดังนี้

 รายได้ 

           รายได้ของรัฐบาล   หมายถึง  รายได้ที่นำส่งคลังในแต่ละปีงบประมาณซึ่งประกอบด้วย  รายได้จากภาษีอากร  รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ   รายได้จากรัฐพาณิชย์  และรายได้อื่น    ดังนี้

  1. รายได้จากภาษีอากร

  2. รายได้จากการขายสิ่งของและบริการ    การขายหลักทรัพย์และทรัพย์สินต่าง ๆ ของราชการ

เช่น ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง รถยนต์ หนังสือราชการ  และค่าธรรมเนียมการให้บริการ  เป็นต้น

  3. รายได้จากรัฐพาณิชย์    หมายถึง รายได้จากผลกำไรขององค์กรรัฐบาล   หน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้า

ของ  เช่น โรงงาน  ยาสูบ  สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และเงินปันผลจากบริษัทที่รัฐบาลถือหุ้น

  4. รายได้อื่น   หมายถึง  ค่าสแตมป์ ค่าฤชา  ค่าปรับต่าง ๆ

เงินกู้

             หมายถึง  เงินที่รัฐบาลกู้จากเอกชนและสถาบันการเงินในประเทศหรือต่างประเทศ เช่น กู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย  ธนาคารออมสิน  ธนาคารพาณิชย์  สถาบันการเงินของเอกชน   เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ  โดยใช้วิธีออกตั๋วเงินคลัง  พันธบัตรรัฐบาล  ตราสารอื่น ๆ  หรือทำสัญญากู้   อย่างไรก็ตามการกู้เงินของรัฐบาลจะก่อให้เกิดหนี้สาธารณะขึ้น

เงินคงคลัง

             เงินคงคลัง หมายถึง เงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในปีก่อนๆ ซึ่งรัฐบาลเก็บสะสมไว้ ในปีที่รายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้และรัฐบาลไม่ต้องการก่อหนี้เพิ่มขึ้นสามารถนำออกมาใช้  ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

           งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลไทย 

         รายจ่ายจำแนกตามโครงสร้างแผนงาน  ได้แก่

  1.  ด้านการบริหารงานของรัฐบาล

  2.  ด้านการพัฒนาระบบการเมือง

  3.  ด้านสนับสนุนกิจการในพระองค์

  4.  ด้านการผลิตและสร้างรายได้

  5.  ด้านทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  และการพลังงาน

  6.  ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  7.  ด้านการขนส่ง

  8.  ด้านการบริหารรายได้  รายจ่ายของรัฐบาล

  9.  ด้านการพัฒนาประเทศ

  10.  ด้านการบริการสังคมและชุมชน

  11.  ด้านความมั่นคง

   

         เงินกู้

             หมายถึง  เงินที่รัฐบาลกู้จากเอกชนและสถาบันการเงินในประเทศหรือต่างประเทศ เช่น กู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย  ธนาคารออมสิน  ธนาคารพาณิชย์  สถาบันการเงินของเอกชน   เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณ  โดยใช้วิธีออกตั๋วเงินคลัง  พันธบัตรรัฐบาล  ตราสารอื่น ๆ  หรือทำสัญญากู้   อย่างไรก็ตามการกู้เงินของรัฐบาลจะก่อให้เกิดหนี้สาธารณะขึ้น

3. เงินคงคลัง

             เงินคงคลัง หมายถึง เงินที่เหลือจากการใช้จ่ายในปีก่อนๆ ซึ่งรัฐบาลเก็บสะสมไว้ ในปีที่รายจ่ายสูงเกินกว่ารายได้และรัฐบาลไม่ต้องการก่อหนี้เพิ่มขึ้นสามารถนำออกมาใช้  ทั้งนี้ต้องเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด

          
  งบประมาณรายจ่ายของรัฐบาลไทย

            รายจ่ายจำแนกตามโครงสร้างแผนงาน  ได้แก่

  1.  ด้านการบริหารงานของรัฐบาล

  2.  ด้านการพัฒนาระบบการเมือง

  3.  ด้านสนับสนุนกิจการในพระองค์

  4.  ด้านการผลิตและสร้างรายได้

  5.  ด้านทรัพยากรธรรมชาติ  สิ่งแวดล้อม  และการพลังงาน

  6.  ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

  7.  ด้านการขนส่ง

  8.  ด้านการบริหารรายได้  รายจ่ายของรัฐบาล

  9.  ด้านการพัฒนาประเทศ

  10.  ด้านการบริการสังคมและชุมชน

  11.  ด้านความมั่นคง

          รายจ่ายจำแนกตามลักษณะงาน

เป็นการแสดงงบประมาณรายจ่ายตามวัตถุประสงค์ในการดำเนินกิจการต่างๆ  ของรัฐบาล  โดยถือหลักการในการจำแนกรายจ่ายของรัฐบาล  ของสำนักงานสถิติแห่งสหประชาชาติ  ซึ่งจำแนกอย่างกว้างๆ  ออกเป็น  14  ด้าน ภายใต้ลักษณะงาน  4  ประเภท  ดังนี้

  1.  การบริหารทั่วไป

  2.  การบริการชุมชนและสังคม

  3.  กลุ่มภารกิจทางสังคม

  4.  กลุ่มภารกิจทางความมั่นคง

         guru.google.co.th/guru/thread?tid=052ea23ac353388b

 

edit @ 3 Aug 2009 11:25:06 by prapan-39

edit @ 24 Aug 2009 09:30:02 by prapan-39

ฝน

posted on 02 Mar 2009 11:51 by prapan-39

       ฝน

         ฝน (rain) เป็นรูปแบบหนึ่งของการตกลงมาจากฟ้าของน้ำ นอกจากฝนแล้วยังมีการตกลงมาในรูป หิมะ เกล็ดน้ำแข็ง ลูกเห็บ น้ำค้าง. ฝนนั้นอยู่ในรูปหยดน้ำซึ่งตกลงมายังพื้นผิวโลกจากเมฆ. ฝนบางส่วนนั้นระเหยกลายเป็นไอก่อนตกลงมาถึงผิวโลก ฝนชนิดนี้เรียกว่า "virga"

         ฝนที่ตกลงมานั้นเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญของวัฏจักรของอุทกวิทยา ซึ่งน้ำจากผิวน้ำในมหาสมุทรระเหยกลายเป็นไอ ควบแน่นเป็นละอองน้ำในอากาศ ซึ่งรวมตัวกันเป็นเมฆ และในที่สุดตกลงมาเป็นฝน ไหลลงสู่แม่น้ำ ลำคลอง ไปสู่ทะเล มหาสมุทร และวนเวียนเช่นนี้เป็นวัฏจักรไม่สิ้นสุด

         ปริมาณน้ำฝนนั้นวัดโดยใช้ มาตรวัดน้ำฝน โดยเป็นการวัดความลึกของน้ำที่ตกลงมาสะสมบนพื้นผิวเรียบ สามารถวัดได้ละเอียดถึง 0.25 มิลลิเมตร หรือ 0.01 นิ้ว บางครั้งใช้หน่วย ลิตรต่อตารางเมตร (1 L/m² = 1 mm)

 

          

 

          หยาดน้ำฝนนั้น ในการ์ตูนมักจะถูกวาดเป็นรูปหยาดน้ำตา คือ ก้นกลมและปลายบนแหลม ซึ่งไม่ถูกต้องในความเป็นจริง หยาดฝนเม็ดเล็กนั้นจะมีรูปเกือบเป็นทรงกลม ส่วนเม็ดฝนที่ใหญ่ขึ้นก็จะมีรูปร่างที่ค่อนข้างแบนคล้ายขนมปังแฮมเบอเกอร์ ส่วนเม็ดที่ใหญ่มากๆนั้นจะมีรูปร่างคล้ายร่มชูชีพ โดยเฉลี่ยแล้วเม็ดฝนนั้นจะมีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 1 ถึง 2 มิลลิเมตร เม็ดฝนที่ใหญ่ที่สุดที่ตกลงถึงผิวโลกนั้น ตกที่ ประเทศบราซิล และ เกาะมาร์แชล ในปี ค.ศ. 2004 โดยมีขนาดใหญ่ถึง 10 มิลลิเมตร ขนาดใหญ่ของเม็ดฝนนี้เนื่องมาจากละอองน้ำในอากาศที่มีขนาดใหญ่ หรือ จากการรวมตัวกันของเม็ดฝนหลายเม็ด เนื่องมาจากความหนาแน่นฝนที่ตกลงมา

 

          

 

         โดยปกติแล้ว ฝนจะมีค่า pH ต่ำกว่า 6 เล็กน้อย เนื่องมาจากการรับเอาคาร์บอนไดออกไซด์ในอากาศเข้ามาซึ่งทำให้ส่งผลเป็นกรดคาร์บอนิก ในพื้นที่ที่เป็นทะเลทรายนั้นฝุ่นในอากาศจะมีปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตสูง ซึ่งส่งผลต่อต้านความเป็นกรด ทำให้ฝนนั้นมีค่าเป็นกลาง หรือ แม้กระทั่งเป็นเบส ฝนที่มีค่า pH ต่ำกว่า 5.6 นั้นถึอว่าเป็น ฝนกรด (acid rain)